วิทยาศาสตร์สนุก

Bouncy Egg! ไข่วิเศษ

วันนี้จะชวนกันเสกทำไข่ไก่ธรรมดาให้กลายเป็นไข่ใสๆ แถมเด้งดึ๋งๆ ได้โดยไม่แตกด้วยค่ะ!

เริ่มแรก เราก็เอาไข่ไก่มาใส่ในขวดแก้ว แล้วเทน้ำส้มสายชูลงไปให้ท่วม ปิดฝาทิ้งไว้ 2-3 วัน จากนั้นหยิบไข่ออกมาถูๆๆๆ ใต้น้ำก๊อก ขัดเอาส่วนที่เป็นสีน้ำตาลของเปลือกไข่ออก

เสร็จแล้วล้างน้ำให้สะอาด เท่านี้ก็ได้แล้วค่ะ ไข่วิเศษ! ลองเอาเด้งกับพื้นเบาๆ ไข่ก็จะเด้งดึ๋งๆ แล้วถ้าเอาไปส่องกับแสง ก็จะเห็นว่าข้างในไข่แดงยังลอยไปลอยมาอยู่เลยค่ะ กลิ่นน้ำส้มสายชูอาจจะติดมือนิดหน่อยนะคะ แต่ล้างน้ำเปล่าก็หาย อ้อ… อุ้มลองเอาไปต้มไปอ่อนๆ จนกลายเป็นเหมือนไข่ต้ม ลองผ่าแล้วชิมดู (บ้าไหม) มันเปรี้ยวไปจนถึงไข่แดงเลยอ่ะค่ะ! อย่าลืมให้ลูกลองเอาไข่วิเศษของเราเทียบกับไข่ธรรมดาด้วยนะคะว่าขนาดต่างกันยังไง

คำอธิบายเรื่องนี้ก็คือ น้ำส้มสายชูที่แช่ไว้ จะกัดส่วนที่เป็นเปลือกไข่ออกหมด เหลือแต่เยื่อหุ้มที่อยู่ใต้เปลือกไข่ ทำให้ไข่ยังคงรูปอยู่ได้ค่ะ ลองทำกันดูนะคะ

Elephant’s Toothpaste ยาสีฟันช้าง!

เห็นชื่อแล้วไม่ต้องตกใจนะคะ ไม่ได้จะชวนกันมาทำยาสีฟันให้ข้างจริงๆ หรอกค่า! แต่จะทำการทดลองที่ทำให้เกิดฟองค่อยๆ ไหลออกมาจากขวด เป็นเส้นฟองเส้นเบ้อเริ่มเหมือนยาสีฟันที่จะใช้กับช้างได้จริงๆ เลย รับรองลูกๆ จะต้องตื่นเต้นและได้หัวเราะกันแน่ๆ

สิ่งที่ต้องใช้มีแค่ไม่กี่อย่างเองค่ะ คือ ยีสต์ผง 1 ช้อนโต๊ะ (หรือหนึ่งซอง) ไฮโดรเจนเพอร็อกไซด์ (สำหรับล้างแผล) 1/2 ถ้วย น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะ น้ำอุ่น 3 ช้อนโต๊ะ และขวดน้ำอัดลมล้างสะอาด

ขอแนะนำว่าการทดลองนี้ทำนอกบ้านจะดีกว่านะคะ เพราะอาจจะเลอะเทอะนิดหน่อย
1. เริ่มต้นด้วยการเทไฮโดรเจนเพอร็อกไซด์ผ่านกรวยใส่ลงในขวด (ขั้นตอนนี้ผู้ใหญ่เป็นคนทำดีกว่านะคะ) แล้วใส่น้ำยาล้างจานลงไป หมุนๆ ขวดให้ส่วนผสมเข้ากัน
2. ผสมน้ำอุ่นกับยีสต์ให้เข้ากันในชามใบเล็ก ให้ลูกเป็นคนผสมได้เลยค่ะ คนไปประมาณ 30 วินาที
3. ลองให้ลูกเอามือแตะด้านข้างขวดน้ำอัดลมดูก่อนนะคะว่าเย็นหรืออุ่น จากนั้นเทส่วนผสมยีสต์ใส่ลงในขวดแล้วรอดูยาสีฟันช้างไหลออกมาค่ะ! จากนั้นให้ลูกลองจับด้านข้างขวดดูอีกทีว่าอุณหภูมิเปลี่ยนไปไหม

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ยีสต์ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) ที่ช่วยแยกออกซิเจนออกจากไฮโดรเจนเพอร็อกไซด์ แล้วปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นก็เร็วมากเสียจนเกิดฟองเล็กๆ ทื่เต็มไปด้วยออกซิเจนจำนวนมหาศาลจนมันล้นออกมานอกขวด ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า exothermic reaction ซึ่งหมายความว่าไม่ได้เกิดแค่ฟอง แต่เกิดความร้อนด้วย เวลาจับด้านข้างของขวดถึงได้รู้สึกอุ่นไงคะ

คลอโรฟิลล์ Chlorophyll

คลอโรฟิลล์ เป็นสารประกอบสีเขียวในพืชที่น่ารักมากเลยค่ะ เพราะนอกจากจะทำหน้าที่เป็นโมเลกุลรับพลังงานจากแสง แล้วนำไปใช้สร้างพลังงานเคมีโดยกระบวนการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างสารอินทรีย์เช่น น้ำตาล ให้พืชได้นำไปใช้ในการดำรงชีวิต ยังปล่อยก๊าซออกซิเจนกลับออกมาสู่บรรยากาศด้วย วันนี้อุ้มเลยจะชวนกันมาสกัดคลอโรฟิลล์จากใบไม้ให้ลูกๆ ได้เห็นกันค่ะ

แค่ให้ลูกไปเด็ดใบไม้สีเขียวๆ จากต้นไม้ต้นเดียวกัน เอามาฉีกๆๆๆ ใส่ในถ้วยแก้ว เทแอลกอฮอล์ลงไปพอท่วม (คลอโรฟิลล์ละลายได้ในแอลกอฮอล์ค่ะ) แล้วเอาช้อนกดๆๆๆๆ ให้แหลกจนแอลกอฮอล์กลายเป็นสีเขียวอ่อนๆ จากนั้นเทน้ำร้อนจัดใส่ชาม เอาถ้วยแก้ววางลงไป (ความร้อนจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ทำงานเร็วขึ้น) ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง

จากนั้นเอาถุงชาหรือถ้วยกรองกาแฟ ตัดเป็นชิ้นยาวๆ วางแปะลงไปให้ซับแอลกอฮอล์ ยกขึ้นมาโบกหรือเป่าจนแอลกอฮอล์แห้ง ก็จะเห็นสีเขียวๆ ติดอยู่ที่กระดาษ นั่นล่ะค่ะคลอโรฟิลล์จากใบไม้!

Water Cycle วงจรของน้ำ

การทดลองที่สอนให้ลูกได้รู้จักวงจรของน้ำในโลกนี้ว่ามีการหมุนเวียนอย่างไร เริ่มจากการอธิบายง่ายๆ ว่าน้ำจากแหล่งน้ำอย่างทะเลและแม่น้ำ เมื่อได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์ ก็จะระเหยกลายเป็นไอลอยขึ้นสู่ด้านบน เมื่อกระทบกับชั้นบรรยากาศที่เย็น ก็จะรวมกันกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ตกลงมาเป็นฝน กลับลงไปสู่แหล่งน้ำอีก

วันนี้เราจะจำลองเรื่องนี้มาให้เห็นกันในครอบแก้วค่ะ เพียงหาแก้วน้ำที่ขนาดเท่ากันมา 2 ใบ แล้วเทน้ำเดือดลงไปในแก้วน้ำใบล่าง จากนั้นเอาแก้วอีกใบมาครอบ แล้ววางก้อนน้ำแข็งด้านบน นั่งรอดูไอน้ำระเหยแล้วจับตัวเป็นหยดน้ำ เพียงไม่กี่นาทีก็จะ “ตก” ลงมาเป็นฝนกลับสู่แก้วน้ำด้านล่างให้เราได้เห็นกับตาเลยค่ะ

เพาะถั่ว Beans Sprout

วิทยาศาสตร์สนุกวันนี้เราจะชวนกันมาเป็นแจ็คด้วยการปลูกถั่วค่ะ! แล้วจะได้เห็นว่าไม่กี่วันเมล็ดถั่วเล็กๆ งอกรากยาวๆ ได้อย่างไร ถั่วของเราจะโตขึ้นไปถึงบ้านของยักษ์ใหญ่บนฟ้าไหมนะ

วิธีทดลองง่ายแสนง่ายค่ะ เอาทิชชูชุบน้ำให้ชุ่ม บีบน้ำออกนิดหน่อยแล้วแผ่ออก วางเมล็ดถั่วแห้งลงไปซักสองสามเมล็ด จากนั้นพับทิชชูปิดถั่ว (อุ้มใช้ paper towel สำหรับใช้ในครัวนะคะ เพราะว่าใหญ่ดี) เอาใส่ถุงซิปล็อก รูดปิดให้สนิท แล้วเอาไปแปะไว้กับกระจกหน้าต่างตรงที่มีแสงแดดส่อง แค่เจ็ดวัน ถั่วก็จะงอกรากออกมา จากนั้นก็เอาไปปลูกลงดินได้เลยค่ะ!

ถุงระเบิด! Pop a bag!

การทดลองง่ายๆ แต่ได้เสียงกรี๊ดดังมาก : ) แค่เอาเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะใส่กระดาษทิชชูรัดหนังยางให้เป็นห่อสี่เหลี่ยม ใส่ถุงซิปล็อก แล้วเทน้ำส้มสายชู 1/3 ถ้วยใส่ในถุง ปิดซิปล็อกให้แน่น เขย่า 3 ครั้ง แล้ววิ่งออกมายืนดูให้ห่าง! เพราะจากถุงพลาสติกแบนๆ มันจะค่อยๆ พองขึ้นๆๆๆๆๆ จนแตกโป๊ะ

คำอธิบายก็คือ พอเบกกิ้งโซดากับน้ำส้มสายชูทำปฏิกิริยาทางเคมีต่อกัน มันจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมาพร้อมกับน้ำ (H2O) และโซเดียมอะซีเตท ถ้าเราปิดถุงสนิท ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกกักไว้ในถุงจนพลาสติกรับไม่ได้อีกต่อไป ต้องแตกโป๊ะ!ออกมาให้เราได้ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดสนุกไปเลย

ป.ล. ถ้าลองครั้งแรกแล้วไม่แตก ถุงอาจจะใหญ่หรือหนาเกินไป ให้เพิ่มเบกกิ้งโซดากับน้ำส้มสายชูเป็นสองเท่า รับรองวิ่งหนีแทบไม่ทันเลยค่ะ เพราะฉะนั้นควรทำการทดลองนี้นอกบ้านนะคะจะได้ไม่เลอะเทอะ

Light Refraction การหักเหของแสง

การหักเหของแสง (light refraction) เกิดขึ้นจากการที่แสงเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน และยอมให้แสงผ่านในลักษณะต่างกัน เช่น แก้ว น้ำ และอากาศ ภาพที่มากระทบตาเราจึงต่างไปจากภาพต้นทาง

การทำลองเรื่องนี้ทำได้ง่ายๆ เลยค่ะ ด้วยการเอาแก้ว (หรือพลาสติกใส) รูปทรงต่างๆ กันมาใส่น้ำ แล้ววาดรูปลูกศรสองอันหน้าตาเหมือนกันใส่กระดาษ

จากนั้นลองเอาไปส่องที่ด้านหลังของแก้วแต่ละใบ ให้ลูกสังเกตว่าภาพที่เห็นต่างกันยังไงบ้าง ลูกๆ จะตื่นเต้นมากเลยค่ะ เพราะนอกจากรูปลูกศรจะกลับด้าน บางอันยังใหญ่ขึ้น หรือเปลี่ยนเป็นอันเล็กๆ หลายๆ อัน

นอกจากนี้ถ้าเอาดินสอหรือช้อนใส่ลงในแก้ว มันยังทำให้ช้อนเหมือนขาดจากกันด้วยนะคะ ตลกดี

Making Catapult

Catapult หรือเครื่องยิงก้อนหิน เป็นเครื่องมือที่มีกลไกใช้แรงต้านเพื่อส่งวัตถุไปไกลๆ วันนี้เรามาลองทำ catapult แบบง่ายๆ จากไม้ไอติมและหนังยางกันค่ะ

เข้าไปดูวิธีทำกันที่นี่เลยค่ะ เสร็จแล้วให้ลูกลองทดลองดูว่าทำยังไงให้ยิงได้ไกลขึ้น (แอบบอกว่าเพิ่มความสูงของฐาน) หรือลองเอาวัตถุขนาดและน้ำหนักต่างๆ กันมาลองดูว่าอันไหนยิงได้ไกลกว่า แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดูให้เล่นกันอย่างระวังนะคะ อย่าให้มีใครยืนขวางทาง หรืออย่ายิงไปตรงที่มีของแตกหักได้อย่างกระจกหรือแก้วน้ำ จะได้ไม่ต้องมีการเสียน้ำตาเพราะเจ็บตัวหรือว่าเจ็บใจที่โดนดุ อิๆ

จมหรือลอย? Float or sink?

การทดลองง่ายๆ เกี่ยวกับการจมหรือลอยของวัตถุ แค่หาของที่มีลักษณะต่างๆ กันจากรอบๆ บ้าน แล้วเอาชามอ่างใบใหญ่ใส่น้ำ ให้ลูกทายว่าอันไหนลอยอันไหนจม รับรองว่าต้องได้แปลกใจและเรียนรู้อะไรเยอะเลยค่ะ อย่างเช่น ของชิ้นเล็กนิดเดียวน่าจะลอยแน่ๆ แต่กลับจมดิ่งลงไปอย่างเร็ว หรือบางอย่างวางแบบหนึ่งลอย แต่กดนิดเดียวก็จม หรือบางอย่างไม่ว่าจะกดให้จมน้ำยังไงก็จะลอยกลับขึ้นมา

คำอธิบายง่ายๆ (ถ้าสนใจนะคะ แต่ถ้าลูกยังเล็กให้เล่นแล้วสังเกตเองก็สนุกพอแล้ว) ก็คือ วัสดุจะจมหรือลอย ขึ้นอยู่กับปัจจัยสองอย่าง คือ ความหนาแน่น (density) และการลอยตัว (bouyancy) ของวัตถุนั้นๆ แปลว่าของสิ่งไหนที่จับตัวกันแน่นมาก อย่างเช่น เหรียญ ก็จะจม ส่วนของที่มีความกลวงและมีพื้นที่เก็บอากาศไว้ได้มากก็จะลอย

Flubber

ฟลับเบอร์ เป็นของเล่นที่คล้ายๆ กับ slime และ play dough แต่ว่ามีความกรอบๆ เปียกๆ ให้ความรู้สึกแปลกๆ แต่อุ้มว่ามันสนุกดีค่ะ แล้วก็ใส่ขวดเก็บไว้เล่นได้นานดีด้วย เป็นการทดลองวิทยาศาสตร์สั้นๆ ที่ทำให้ลูกได้เห็นการจับตัวกันของสสารสองอย่างคือกาวและผงบอแรกซ์ กลายเป็นวัสดุที่มีสัมผัสต่างไปโดยสิ้นเชิง

สูตรนะคะ
3/4 ถ้วย น้ำอุ่น
1 ถ้วย กาว Elmer’s (หรือกาวลาเท็กซ์)
1/2 ช้อนชา บอแรกซ์ (หาซื้อได้ตามแผนกซักล้างในซูเปอร์มาร์เก็ต)
1/2 ถ้วย น้ำอุ่น
นิดหน่อย สีผสมอาหาร

วิธีทำ
1. ผสมน้ำอุ่นกับกาวให้เข้ากัน จะใส่สีผสมอาหารนิดหน่อยให้สวยก็ได้ (หรือถ้าใช้กาวแบบมีกากเพชรก็จะยิ่งสวยใหญ่เลย)
2. ผสมบอแรกซ์กับน้ำอุ่นในชามอีกใบ เทใส่ส่วนผสมข้อ 1. คนให้เข้ากัน ปั้นจนเนียน เล่นได้!

Smell (การได้กลิ่น)

SMELL หรือการได้กลิ่น เกิดขึ้นจากการที่ประสาทรับรู้กลิ่น (Olfactory Receptors) ภายในจมูกของเราส่งสัญญาณไปที่ต่อมในสมองที่เรียกว่า Olfactory Bulb แล้วสมองจึงแปรผลจากความทรงจำว่ากลิ่นนั้นคืออะไร แปลว่าไม่ใช่แค่จมูกอย่างเดียวที่ทำหน้าที่ดมกลิ่น แต่ยังต้องทำงานร่วมกับสมองและความทรงจำด้วย (อย่าคิดว่าฟังดูยากเกินไปที่จะอธิบายให้เด็กฟังนะคะ เพราะอุ้มอธิบายให้เมตตาอายุเกือบ 7 ขวบฟัง เมตตาเข้าใจและจำได้ วันรุ่งขึ้นลองถามดู เมตตาอธิบายตอบกลับมาให้แม่ฟังได้อีกต่างหาก)

เกมปิดตาดมกลิ่น อุ้มลองเอาของที่มีกลิ่นต่างๆ กัน เช่น ดอกไม้ สบู่ล้างมือละลายน้ำ ดินจากหลังบ้าน ซีอิ๊ว โยกัง คือมีทั้งที่ลูกรู้จักและไม่รู้จักใส่ถ้วยแก้วใบเล็กๆ แล้วให้ลูกหลับตาลองดมแต่ละกลิ่น เสร็จแล้วทายว่ากลิ่นนั้นคืออะไร ถ้าเป็นของที่รู้จักส่วนใหญ่ลูกจะทายถูกหมด จดแต้มเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นก็ได้นะคะ เสร็จแล้วถึงอธิบายรูปด้านบนให้ลูกฟังจะได้เข้าใจ

การรู้รส (Taste)

ลิ้น รับรู้รสได้เพราะตุ่มเล็กๆ ที่บนลิ้น เรียกว่า เพอะพิลลี (Palpillae: pug-PILL-ee) ลองแลบลิ้นให้ลูกดูก็ได้ค่ะ เชื่อไหมคะว่าบนลิ้นเรามีตุ่มเล็กๆ แบบนี้ถึง 10,000 ตุ่มแน่ะ! แถมจะผลัดเปลี่ยนสร้างใหม่ทุกสองอาทิตย์ด้วย

บนลิ้นของเรานั้นมีการรับรู้รสชาติต่างๆ ไม่เหมือนกัน รสหวานจะอยู่ตรงปลายลิ้น (ถึงมีคำพูดว่าหวานติดปลายลิ้นไงคะ) ถัดไปด้านข้างเป็นรสเค็ม เลยเข้าไปด้านในข้างๆ เป็นรสเปรี้ยว และลึกที่สุดใกล้ลิ้นไก่คือรสขม เมื่อเพอะพิลลีรับรู้รสชาติ ก็จะส่งสัญญาณไปที่สมอง ตรง Olfactory Bulb ที่เราคุยกันไปตอนเรียนเรื่องดมกลิ่น ยังจำได้ไหมคะ ดังนั้น การรับรู้รสชาติจึงทำงานร่วมกับการดมกลิ่น เพราะสัญญาณที่ส่งมาจะเข้มข้นมากกว่าแค่รสอย่างเดียว มิน่าเวลาเราเป็นหวัดถึงกินอะไรไม่อร่อยก็เพราะอย่างนี้เอง

ลองให้ลูกปิดตาชิมส่วนผสมต่างๆ ที่อยู่บนช้อน แล้วบอกว่าส่วนไหนของลิ้นที่ตื่นเต้นที่สุด จากนั้นเปิดผ้ามาดูกันว่าส่วนผสมนั้นคืออะไร อ้อ… ลองปิดจมูกดูเพื่อพิสูจน์เรื่องกลิ่นกับรสทำงานด้วยกันก็ได้นะคะ

คุกกี้หิมะ Snowball Cookies

คุกกี้หิมะ (snowball cookie) หรือเรียกอีกอย่างว่า Russian Tea Cakes เป็นขนมที่ทำง่ายมากๆ เลยค่ะ ใช้เวลาไม่นานด้วย อุ้มเลยสอนลูกๆ ทำกันในชั่วโมงวิทยาศาสตร์ ลองทำดูนะคะรับรองจะติดใจ

สูตรคุกกี้หิมะ
1/2 ถ้วย เนยจืดทิ้งให้นิ่ม
1 ช้อนชา วานิลลา
6 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลไอซิ่ง
2 ถ้วย แป้งสาลีอเนกประสงค์
1 ถ้วย ถั่ววอลนัตสับ (จะใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์หรือถั่วลิสงก็ได้นะคะ)
1/3 ถ้วย น้ำตาลไอซิ่งสำหรับเคลือบคุกกี้

วิธีทำ
1. เปิดเตาอบอุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ (หรือ 175 องศาเซลเซียส)
2. ตีเนยกับวานิลลาให้เข้ากัน
3. ผสมแป้งกับน้ำตาลไอซิ่งในชามอ่างอีกใบ เทใส่ส่วนผสมเนย ตีให้พอเข้ากัน
4. ใส่ถั่วสับ ผสมให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดประมาณ 1 นิ้ว วางเรียงในถาดห่างกัน 2 นิ้ว
5. อบนาน 12 นาที เอาออกจากเตามาพักให้เย็นสนิท แล้วคลุกด้วยน้ำตาลไอซิ่ง (อาจจะคลุกสองรอบก็ได้เพื่อให้สวยขึ้น) เสร็จแล้วก็หม่ำได้เลย!

ทำกาวใช้เอง Homemade glue

ตอนอยู่เมืองไทยอุ้มโตมากับกาวลาเท็กซ์ แต่พอมาอยู่ที่อเมริกา ไม่เคยเห็นกาวลาเท็กซ์ที่ไหนเลยค่ะ มีแต่กาวขาว (white glue) ยี่ห้อ Elmer’s หน้าตาแบบนี้

วันหนึ่งกาวที่บ้านหมด อุ้มเลยนึกสงสัยว่าเราจะทำเองได้ไหมนะ เพราะอยู่เมืองไทยเรายังทำกาวแป้งเปียกใช้เองมาแล้ว พอลองหาดูในอินเตอร์เน็ตก็มีสูตรจริงๆ ด้วยค่ะ แล้วก็เลยได้รู้ว่ากาวขาวสมัยก่อนทำมาจากเจลาตินในสัตว์ แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาใช้สารเคมีแทน แต่เรายังสามารถทำกาวเองที่บ้านได้โดยใช้นมผงและส่วนผสมอื่นๆ ที่หาง่ายๆ ในบ้านเราเอง ใช้ดีด้วยค่ะขอบอก

ส่วนผสมนะคะ
1/4 ถ้วย น้ำร้อน
2 ช้อนโต๊ะ นมผง
1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู
1/8 ช้อนชา เบกกิ้งโซดา

วิธีทำ
1. ละลายนมผงในน้ำร้อน
2. ใส่น้ำส้มสายชู คนให้เข้ากัน จะเห็นนมจับตัวเป็นก้อนเล็กๆ คนไปเรื่อยๆ จนนมจับตัวเป็นก้อนทั่วไปหมด
3. นำส่วนผสมไปกรองในกระชอนที่รองด้วยกระดาษทิชชูสำหรับใช้งานในครัว ใช้ไม้พายตะล่อมให้เป็นก้อน
4. เทก้อนนมลงในชาม แล้วใส่เบกกิ้งโซดาลงไป คนให้เข้ากัน ใส่น้ำร้อนประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ (เบกกิ้งโซดากับน้ำส้มสายชูอาจจะทำปฏิกิริยาต่อกัน ทำให้เกิดฟองนิดหน่อย)
5. ถ้ากาวยังข้นไปใส่น้ำร้อนเพิ่ม หรือถ้าเหลวไปก็ใส่เบกกิ้งโซดาเพิ่มอีก 1/8 ช้อนชา
6. เท่านี้ก็ได้กาวไว้ใช้แล้วค่ะ! ถ้าวางไว้ข้างนอกจะเก็บได้ 1-2 วัน แต่ถ้าเอาใส่ตู้เย็นจะใช้ได้ 1-2 สัปดาห์ค่ะ

โยกัง (วุ้นถั่วแดง) Yokan

วันก่อนที่ทำการทดลองเรื่องดมกลิ่น อุ้มแอบเอาโยกังใส่ไปถ้วยด้วย ลูกงงเลย แต่ก็ได้ไอเดียเอามาเป็นการทดลองวันต่อมา
โยกัง (ようかん) คือขนมวุ้นถั่วแดงแบบญี่ปุ่น ทำจากถั่วแดงกวนและผงวุ้น agar agar ทำง่ายมากๆ เลยค่ะ ลูกๆ จะได้หัดสังเกตการเดือดของน้ำ การละลายของผงวุ้น การทำให้ของเหลวกลายเป็นของแข็ง (ที่กินได้ด้วย!) และการตั้งสมมติฐานว่าพิมพ์อันใหญ่หรืออันเล็กจะทำให้วุ้นแข็งตัวเร็วกว่ากัน เพราะอะไร พอทำวุ้นถั่วแดงเป็นแล้ว ก็สามารถพลิกแพลงเป็นวุ้นอะไรได้อีกสารพัด สนุกจริงๆ เลย
อุ้มใช้สูตรจากเว็บไซต์นี้ค่ะ มีเรื่องโยกังให้อ่านด้วย
https://www.justonecookbook.com/mizu-yokan/

ป.ล. Agar agar เป็นผงวุ้นที่ทำมาจากสาหร่าย จึงเหมาะสำหรับทำขนมสำหรับคนกินมังสวิรัติ เย้!

%d bloggers like this: